Monday, March 05, 2007

Letters from Iwo Jima (2007)


เป็นภาพยนตร์ ภาคต่อที่ไม่ค่อยต่อเนื่อง จาก Flag of Our Fathers ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขยายฐานมาจากภาพถ่าย ที่โด่งดังที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สองซึ่ง เป็นเกิดขึ้นในเกาะอิโว จิมา ในภาคแรกเป็นภาคประทับใจก่อให้เกิดความรักชาติของคนอเมริกัน แต่สารที่ Clint Eastwood ต้องการที่จะส่งจริงๆ น่าจะอยู่ในภาพยนตร์เรื่องที่สองนี้ เพราเป็นการมองในมุมตรงข้าม เป็นมุมมองของศัตรู ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมากในหนัง น้ Hollywood โดยเฉพาะหนังที่เกี่ยวกับสงคราม สหรัฐก็จะเป็นพระเอก ใครที่เป็นฝ่ายตรงข้ามก็จะต้องมีลักษณะเป็นคนเลว ไร้ความเมตตา เหี้ยมโหด ผิดมนุษย์

แต่ในกรณีของ Letters from Iwo Jima นี้ เป็นการแสดงภาพอีกด้านว่า ทหารญี่ปุ่น ก็มีชีวิตที่ไม่ต่างกับทหารสหรัฐอเมริกา ทุกคนก็มีครอบครัว มีความสัมพันธ์ มีเกียรติ มีความกลัว มีความรักชาติ บางคนก็กล้าหาญ บางคนก็ขี้ขลาด ซึ่งทุกๆคนก็ต้องมาทำตามหน้าที่ เหมือนๆ กับทหารฝ่ายพันธมิตร ทั้งๆ รู้อยู่ว่าจะต้องแพ้ แต่ก็ต้องสู้ต่อไป

เรื่องของเรื่องไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องของ ช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนที่พันธมิตรจะบุกเข้าแผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่น เกาะอิโว จิมา เป็นเกาะที่ร้างๆ ไม่มีอะไรมาก แต่ด้วยความที่เป็นแผ่นดิน ทหารญี่ปุ่นก็ต้องมาปกป้อง นายพล ที่ถูกกส่งมาใหม่ นำแสดงโดย เคน วาตานาเบ้ เป็นนายพลที่เคยอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาก่อน ก็พยายามเต็มที่ๆ จะปกป้องเกาะแห่งนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็ได้บอกทุกคนว่า อย่าหวังว่าจะรอดกลับไป ขอให้สู้เต็มที่ ตายอย่างมีเกียรติ

ตัวละครญี่ปุ่นที่ถูกเลือกเข้ามา เป็นตัวเด่น ก็ มีลักษณะที่ต้องการให้เกิดการเชื่อมสัมพันธ์ กับคนอเมริกันมาก พลทหาร ก็เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ กำลังมีเมียที่ท้อง (เหมือนกับทหารที่ไปรบที่อิรัก) นายพล ก็เคยอยู่อเมริกามาก่อน นายพันที่เป็นนักขี่ม้าก็ พูดภาษาอังกฤษได้ ทหารที่ถูกลดยศให้มารบ ก็เป็นทหารที่ เคยช่วยไม่ให้หมาถูกฆ่า (หมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนอเมริกันรักเหมือนลูก)

เป็นหนังที่แสดงด้านที่เป็นมนุษย์ปุถุชน คนธรรมดาๆ ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซี่งโดยทั่วๆ ไปจะถูกแสดงว่าเป็น กองทัพที่พร้อมจะตาย บ้าคลั่ง และไร้มนุษยธรรม คนดูจะได้เห็นมุมมองอีกด้าน

คุณภาพการถ่ายทำและ tone เนียนมาก เพราะเงินถึง การตัดต่อ จะช้า เพราะคงจะต้องการเน้นอารมณ์เศร้า (เป็นหนังที่ดูแล้วจะเข้าใจความหมดหวังของทหารญี่ปุ่น) ฉากที่สวยไม่มี เพราะส่วนใหญ่จะถ่ายมุมแคบ เน้น acting ที่หน้า เอาว่าตัดต่อละเอียด ด้วย speed ที่ช้าไว้ก่อน
จะรู้สึกแปลกๆ อย่างหนึ่งคือเพลงประกอบในเรื่องนี้มีทำนองเดียว เล่นด้วยเปียโน เล่นเป็นร้อยๆ รอบ ระวังจะติดหูออกมาจากโรงไปอีกสองวัน

ใครที่ชอบ เคน วาตานาเบ้ ก็จะไม่ผิดหวัง เพราะเล่นดี เป็นปกติ และคิดว่า คนที่ได้ดู Flags of Our Fathers จะเข้าใจสารที่ ผู้สร้างต้องการส่งได้ชัดเจนดี
ให้ 10 เต็ม 10

Monday, February 26, 2007

Gridiron Gang (2006)

อเมริกันฟุตบอล เป็นกีฬาที่คนอเมริกันน่าจะบ้าคลั่งมากที่สุด

สถาณลหุโทษ เป็นสถาณที่ๆถ้าเยาวชนทำความผิดจะถูกส่งมา

แก๊ง เป็นการรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนของเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งจะมีการทะเลาะกัน หรือฆ่ากันระหว่างแก๊ง ซึ่งจะนำเด็กพวกนี้ไปสู่วังวนชีวิตที่ย่ำแย่ และจะต้องเดินเข้าออกคุกไปตลอดชีวิต

สามองค์ประกอบ นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนต์เรื่องนี้ โดย เนื้อเรื่องมาจากเรื่องจริง ของผู้คุมบ้านเยาวชนคนหนึ่งชื่อ Sean Porter ที่พยายามาสร้างโครงการกีฬาฟุตบอลขึ้นมา เพื่อให้เด็กมีวินัย ไปใช้สมาธิมุ่งมั่นในสิ่งที่สร้างสรรค์ และในที่สุด เด็กพวกนี้ก็จะไม่ต้องกลับมาเข้าคุกอีก

นำแสดงโดย นักมวยปล้ำชื่อดัง the rock ผุ้ซึ่งเคยเป็นเด็กมีปัญหา และเคยได้รับการแนะแนวและอบรมโดยโค้ชฟุตบอลมาก่อน เขาจึงมีความภูมิใจและมีความตั้งใจมากในการเล่นบทนี้ โดยแทบจะเรียกได้ว่า เล่นอยู่คนเดียว เด็กๆ พวกที่เป็นเด็กมีปัญหา เด็กเหลือขอ ในที่สุดก็ได้มีการฝึกเป็นทีม จากที่เคยเขม่นกันก็มาสามัคคีกัน รักกัน และในที่สุด พอออกจากคุกไป ก็สามารถได้รับทุนไปเรียนในโรงเรียนที่ให้ทุนนักกีฬาได้

เป็นเรื่องราวที่ให้แรงบันดาลใจกับคนหลายๆ คนในเรื่องของความพยายาม พยายาม และ พยายาม ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามทั้งสิ้น พอตอนจบ จะได้รู้ว่า คำพุดประทับใจๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นคำพูดที่พูดจริงๆ ที่ Sean Porter ใช้ในการอบรมเด็กวัยรุ่นพวกนี้

ที่น่าประทับใจที่สุดน่าจะเป็น

“The Gridiron is a football field. On the Gridiron, we do it my way, not your way. Your way got you here. Whatever gang you claim, whatever hood you're from, this is your hood now.”

Gridiron เป็นคำที่สื่อถืงกีฬาอเมริกันฟุตบอล โดยศัพท์นี้เกิดขึ้นมาจากการที่สนามถูกขีดมากมายหลายเส้น และ Gridiron Gang ก็คือ เด็กที่เป็นพวก gang มาก่อนแล้วมาเล่นฟุตบอลนั่นเอง

เ็ป็นหนังที่ถ่ายสวย ดูดี อาจจะ่ถ่ายใน Location ที่ถูก แต่ดูแพง

The Rock เล่นได้ดีกว่่าที่คิดมาก (ยังไงก็ไม่ใช่นักแสดงชั้นดีอยู่แล้ว) เหมาะกับตัวเขาดี

ให้ 8 เต็ม 10

เป็นหนังที่ดูแล้ว Raise the Spirit

Wednesday, February 21, 2007

Unknown (2006)

ไม่ค่อยประทับใจเลย เพราะมีอะไรแปลกๆ ให้ลุ้นตลอดเรื่อง แต่จบห่วยมาก พยายามจะทำให้ดูเทห์และซับซ้อน แต่ออกมาดูทึ่มมาก

เรื่องของเรื่องเป็น คนกลุ่มหนึ่งซึ่งไปลักพาตัวประกันมา แล้วก็มาเก็บไว้ในโรงงานกลางทะเลทราย แต่เกิดมีการต่อสู้ แก๊สพิษเกิดรั่ว แก๊สพิษนี้เป็นแก๊สที่ทำให้เกิดอาการความจำเสื่อมไปชั่วครู่ ดังนั้น พอคน ห้าคนนี้ตื่นขึ้นมา ก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องมาดูกันว่า ใครเป็นคนถูกลักพาตัว ใครเป็นโจร และใครควรจะทำอะไร และที่สำคัญคือ กำลังจะมีโจรอีกสองคนมาที่ตึกหลังนี้ แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป

เรื่องตอนแรกดีและน่าสนใจมาก ถ่ายสีก็ดี ตัดต่อใช้ได้ แต่เพราะถ่ายใน Location เดียวก็ไม่น่าจะแพงมาก แต่ดำเนินเรื่องห่วย และจบอย่างน่าผิดหวัง

ไม่อยากให้สรุปมาก แต่เอาว่า ไม่ดี ใครอยากลองก็ลองดูได้

ให้ 4 เต็ม 10

Sunday, February 18, 2007

Fearless (2006)


หวง เฟย หง คือ บุคคลที่ หลี่ เหลียง เจี๋ย หรือ Jet Li ได้สวมบทบาทเข้าไปจนแทบจะกลายเป็นหนึ่ง แยกกันไม่ออกแล้ว เหมือนกับ ติ่งลี คือหลี่เหลี่ยงเว่ย นั่นเอง

หวงเฟยหง ฉบับนี้ แตกต่างจากภาคภาษาจีนของฮ่องกง เพราะว่าเป็นฉบับที่บรรยากาศ grim หรือ ซีเรียสมาก มีความเป็น Drama สูงและลดการเป็น Action ลงไป พอสมควร เป็น “Alternate” history ของหวงเฟยหงในวัยเด็ก ไม่มีน้าสิบสามที่เป็นแฟน ไม่มีเชิดสิงโต หวงเฟยหง หรือ ฮั่ว หยวนเจี๋ย เติบโตขึ้นมาเป็นยอดยุทธ หลงในฝีมือตัวเอง กร่าง มีใครมาท้าทายก็สู้หมด เวลาชนะ ไม่มีความปราณี หักแขน หักขา หรือถึงตาย เวลาฉลองก็ใช้เงินเต็มที่ เลี้ยงคนไร้ค่าไว้มาก แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กหนุ่มมาท้าว่า หวงเฟยหงไม่มีทางสู้ชนะพ่อของเขา หวงเฟยหงฟังแล้วก้โกรธ ไปท้าต่อย และมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด แล้วก็พลั้งมือฆ่ายอดยุทธคนนี้ตายไป แล้วก็ถูกล้างแค้นโดยการที่เด็กคนนั้นตามมาฆ่าแม่ และลูกสาวของ หวงเฟยหง

หลังจากนั้น หวงเฟยหงก็ออกจากเมือง ต้องไปสงบใจ และกลับมาอีกครั้งเป็น ฮีโร่ของชาติ ที่ต่อสู้อย่างไม่มีความหวาดกลัว (Fearless) นั่นเอง

ฉากที่หวงเฟยหง ไปขอขมาครอบครัวของ นักสู้ที่เคยฆ่าพลั้งมือฆ่าตายไป ถือว่าเป็นฉากที่ไม่ปกติ และมีน้ำหนักมาก เพราะถ้าดูภาคอื่นๆ จะไม่มีฉากที่ขัดแย้งแบบนี้ หวงเฟยหง ปกติจะไม่เคยแพ้ ไม่เคยแม้แต่จะเพลี่ยงพล้ำ นอกจากนี้ยังมีจิตใจสูงส่ง ไม่เคยมีอารมณ์โกรธ เรื่องนี้จะเป็นที่มาว่า ความสูงส่งของฝีมือและจิตใจนั้นทำได้อย่างไร

น่าจะเป็นครั้งแรกที่ หลี่ เหลียงเจี๋ย ใช้ความสามารถในการแสดงมากที่สุด

ถ้าให้ฝรั่งดู ฝรั่งจะไม่เห็นอะไรมากนอกจากความเป็น แอ๊คชั่น เพราะนั่นคือประเด็นหลักที่คนซึ่งไม่รู้จักหวง เฟย หง ได้ดู ฝรั่งบางคนจะใช้คำว่า “Bad ass Movie” หมายถึง มันส์อย่างสะใจมากๆ

หลี่เหลียงเจี๋ยบอกว่าจะเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย แต่ความจริงน่าจะเป็น เล่นเป็นหวง เฟย หง เป็นครั้งสุดท้ายมากกว่า

การตัดต่อ ฉาก Action ไม่ต้องห่วง top class หมดอยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบปริมาณกับ หวงเฟยหงภาคอื่นๆ ถือว่าน้อย อาจจะน้อยร่วมๆ 50% ด้วยซ้ำ

แต่โดยรวมๆ ก็ต้องบอกว่าประทับใจ เพราะความเป็น Drama มันเข้ามาแทนได้พอดี
ให้ 9 เต็ม 10

Friday, February 16, 2007

Thank you for Smoking (2006)



ใครๆ ก็ทราบว่า สูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ประเด็นคือ ถ้าเราเป็นเจ้าของร่างกาย แล้วต้องการที่จะทำลายสุขภาพตัวเองและมีความสุขกับมัน แล้วมันจะไปหนักหัวใครไม่ทราบ

นั่นคือ Concept ของ ภาพยนต์เรื่องนี้ เป็นหนังประชดประชันเนื้อหาสังคม และแดกดันวงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์บุหรี่อย่างเจ็บปวด

ตัวเองของเรื่องเป็น lobbyist หรือนักวิ่งเต้นให้กับวงการผลิตและจำหน่ายบุหรี่ หน้าที่ของนายคนนี้มีหลากหลายมาก นอกจากจะเป็นโฆษกที่มาคอยปกป้องวงการบุหรี่ ยังเป็นที่พยายามทำการตลาด หาวิธีที่จะทำให้คนสูบบุหรี่มากขึ้นๆ เรื่องราววุ่ยๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อนายคนนี้เกิดไอเดียหัวใสในการที่จะพยายามกู้สภาณการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐใช้กฎหมายมาควบคุมการสูบบุหรี่อย่างมาก โดยมีแนวคิดที่ว่าจะนำบุหรี่กลับเข้ามาในหนังฮอลลี่วู้ด โดยจะไปเอาดารามาทำ sex scene และให้มีการสูบบุหรี่ ในขณะเดียวกัน ชีวิตส่วนตัวของนายคนนี้ก็มีปัญหาตามแนวทางคนอเมริกัน คือหย่า เมียไปมีสามีใหม่ ลุกไปอยุ่กับเมีย ตัวเองก็มีเพื่อนที่เป็น Lobbyist ด้วยกัน แต่เป็น Lobbyist ของวงการ ปืน และ เหล้า เรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นเมื่อนายคนนี้ไปมีแฟน แล้วแฟนซึ่งเป็นนักข่าวเอาเรื่องเกี่ยวกับความลับของวงการบุหรี่ไปเปิดโปง ซึ่งเป็นโอกาสให้กับ วุฒิสมาชิกที่เป็นศัตรูของอุตสาหกรรมบุหรี่ ได้โอกาสที่จะเรียกพระเอกของเรามาสอบสวน พระเอกก็ต้องแก้สถาณการณ์เป็นปกติ

หนังพยายามจะสื่อถึงพฤติกรรมของวงการอุตสาหกรรมบุหรรี่และคนที่อยู่ภายใน ทุกคนๆ รู้ว่าเป็นการทำงานให้กับปิศาจที่คร่าชีวิตคน แต่ก็จะมีข้อแก้ตัวง่ายๆ คือ การสูบบุหรี่เป็นทางเลือก ไม่ได้ไปบังคับใคร และการที่เขาทนทำงานอยู่ก็เพราะว่าต้องหาเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน งานจะเลวร้ายขนาดไหนไม่เป็นไร ขอให้ได้เงินเยอะก็พอ ซึ่งในตอนจบของเรื่อง พระเอกของเราก็จะต้องเลือกว่าจะไปสู่ข้อแก้ตัวเดิมๆ หรือว่าจะมุ่งไปในทางใหม่

ในตอนท้ายๆ มีประโยคที่ดีมากในเรื่องของ ความอิสระของสังคมอเมริกันคือ “ผมรู้ดีว่า สูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าวันไหนที่ลูกชายผม อายุครบสิบหกปี แล้วบอกผมว่าอยากลองสูบบุหรี่ ผมจะเป็นคนซื้อซองแรกให้เขาเอง”

นี่คือมุมมองที่ชัดเจนมากในการให้อิสระความคิดของบุคคลที่เรียกว่าเป็น Liberal มากๆ ซึ่งจะตรงข้ามกับพ่อแม่ทั่วๆ ไปที่เป็น Conservative หรือจะปกป้องเป็นเกราะกำบังให้กับลูกอย่างสุดโต่ง

เป็นหนังที่ดูเพลินๆ แต่มีมุมประชดเยอะมาก ต้องเข้าใจสังคมอเมริกันพอสมควรจึงจะได้อรรถรสของภาพยนต์เต็มร้อย

การตัดต่อรวดเร็วมาก ตามสไตล์หนังที่ต้องการผลักให้คนดูรู้สึกตื่นตัว มุขตลกต่างๆ ทำได้ดี และในบางมุมก็มีมุมที่ทำให้คนได้คิดอย่างลึกซึ้งถึงเนื้อหา อยู่บ้าง เป็นหนังที่มีอารมณ์หลากหลายดี

ให้ 8 เต็ม 10

Idle Wild (2006)


ภาพยนต์ชุดนี้เป็นภาพยนต์ประกอบเพลง เรื่องของ สังคมคนดำ ในยุค 1930s เรื่องของการหักหลังในวงการมาเฟีย ที่เป็นเจ้าของบาร์ และทำกิจการขนเหล้าเถื่อน เพราะในสหรัฐในยุคนั้น เหล้าถูกห้ามดื่ม ห้ามซื้อ ห้ามขาย

เป็นเรื่องของ สหายสองคน คนหนึ่งเป็นนักเปียโนอัจฉริยะ อีกคนหนึงเป็นนักร้อง และมีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของบาร์ นักเปียโนเป็นโสด แต่มีพ่อซึ่งเป็นเจ้าของกิจการจัดงานศพ หรือ Mortuary ส่วนเพื่อนนักร้อง มีครอบครัวและลูกห้าคน เรื่องราวก็ง่ายๆ ก็คือ มีแกงค์มายึดบาร์ ฆ่าเจ้าของหลัก แล้วตั้งนักร้องให้เป็นเจ้าของรอง บังคับให้จ่ายค่าคุ้มครอง นักร้องก็ยอมจ่าย แต่พอโดนไถมาก ทนไม่ไหวก็หยุดจ่าย เลยโดนตามเก็บ ส่วนนักเปียโนก็ต้องเข้าอยู่ในสถาณการณ์นี้ และได้พบรักกับนักร้องสาวที่มาจากต่างเมือง ซึ่งก็มีเรื่องให้แปลกใจในภายหลัง

ประเด็นสำคัญของภาพยนต์เรื่องนี้ คือ เพลง และ การเต้นรำ เพราะเนื้อเรื่อง ไม่ค่อยต่อเนื่อง ไม่ได้มี Drama อะไรมาก โดดไปโดดมา แต่เพลงทั้งหมด เป็นการผลิตโดย Outkast นั้น เป็นเพลงชั้นหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ดูขัดแย้ง เพราะฉากเป็น 1930s แต่เพลงเป็นเพลงสมัยใหม่ของ Outkast อย่างไรก็ตาม เวลารวมๆ ก็ลงตัวกันดี เช่นฉากร้องเพลงใน bar เป็นเพลง Rap พอฉากเลิฟซีน ก็เป็นเพลง R&B ที่เล่นด้วย Guitar (สมัยใหม่มาก) โดยเฉพาะฉากที่เป็นฉาก entertainment นั้น ยิ่งใหญ่อลังการ และ “สนุก” มาก ใครที่ชอบภาพยนต์เพลง ต้องดูหนังเรื่องนี้อย่างละเมียดละไม

อีกเรื่องคือเรื่องของ เทคนิต เพราะจะมีฉากที่ เหนือจริงอยู่ โดยเฉพาะเวลาที่ตัวละครกำลังใช้จินตนาการ มีการตัดต่อระหว่างวัตถุบนโต๊ะที่มีลายดอกไม้ พอยิงเข้าไปใกล้ๆ ก็ไปเชื่อมไปกับฉากสวนดอกไม้ข้างนอก ฉากบ้านก็ค่อยๆ ถูก zoom ออกมากลายไปเป็น ภาพบ้านที่อยู่บนขวดไวน์

ความต่อเนื่องตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากๆ แต่ผลที่ออกมาก็ดี

เป็นหนังที่ทำได้ละเอียดละออมาก เพลงดี ดูสนุก แม้แต่ฉาก Action ที่มีน้อยมากก็เยี่ยม

ให้ 10 เต็ม 10

Fly Boys (2006)


ภาพยนต์ในประเภทที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำสิ่งที่ยาก ทำสิ่งที่ท้าทาย มักจะมีเรื่องราวที่น่าติดตามอยู่เสมอ โดยไม่ต้องมี Drama หรือความซับซ้อนของ plot มาก เพราะเนื้อหามันน่าสนใจในตัวของมันเองอยู่แล้ว

ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในสมัยที่มีการใช้อากาศยานเป็นครั้งแรก เป็นรูปแบบเครื่องมือที่ ดิบมากๆ มีเพียงแค่ตัวเครื่อบิน กับปืนซึ่งขยับไม่ได้ ถ้าจะยิงศัครูให้ตาย ก็ต้องไปบินให้ตรงๆ กับเครื่อบินอื่นๆ อีกด้วย พื้นที่ภายในก็ไม่มี ลมเย็นๆ ตีหน้ากันตลอดเวลาที่บิน มีแต่แว่นตาเท่านั้น ร่มชูชีพก็ไม่มี ถ้าโดนยิงก็ตายกันหมด

ดังนั้นคนที่ตัดสินใจมาเป็นนักบิน ก็คือได้เตรียมตัวสละชีพได้แล้ว แต่แน่นอนว่า นี่คือภาพยนต์ สหรัฐอเมริกาดังนั้นพระเอกก็เป็นนักบินอเมริกันทั้งหมด แต่ละคนก็มีประวัติต่างๆ กันไป บางคนก็หนีคดี บางคนก็มาจากครอบครัวร่ำรวย มีคนหนึ่งเป็นนักมวย คนดำ (เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีตัวละครที่เป็นคนดำในหนังประเภทนี้ด้วย เพราะจะได้ share ความเป็นฮีโร่ด้วย) กลุ่มนักบินอเมริกันเหล่านี้ได้เดินทางมาที่ประเทศฝรั่งเศสเพื่อที่จะเรียนในการเป็นนักบิน เพื่อเข้าร่วมรบกับกองทัพเยอรมัน โดยในขณะนั้นสหรัฐอเมริกายังไม่เข้าร่วมสงคราม

เรื่องราวก็เดาง่ายมาก มีการมาเจอกัน เขม่นกัน ฝึกฝนด้วยกัน กลายเป็นเพื่อนกัน ไปรบด้วยกัน มีคนตาย บ้าง รอดบ้าง เจอสาว รักสาว มีฉากโรแมนติกนิดหน่อย มีเครื่องบินพิเศษของศัตรูที่เป็นศัตรูตัวร้ายที่จะต้องจัดการในตอนจบ

ที่น่าดูคือเรื่องของการบิน เพราะว่า ไม่มีทางในความเป็นจริงเลยที่เครื่องบินจะบินได้แบบนี้ วาดลวดลายได้มหาศาลขนาดนี้ แต่ถ้าถามว่าดูกันในเรื่องของ ความมันส์ ต้องดูหนังโรงใหญ่เท่านั้น เพราะฉากประมาณ 50% อยู่บนฟ้า

พอดูจนจบถึงได้รู้ว่า นี่เป็นเรื่องจริง แต่ละคนมีตัวตนอยู่จริงๆ

เป็นหนังที่ดูสนุก ใช้ Computer CGI เยอะมาก ส่วนใหญ่คงถ่ายในห้องส่งมากๆ แต่ใช้เทคนิคเยอะ ดูสนุก เวอร์มากกกก

ให้ 8 เต็ม 10

Thursday, February 08, 2007

SAW III (2006)

ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักการเพียงเรื่องเดียว คือ “การต่อสู้กับตัณหาและสภาวะอารมณ์ของตัวเอง” ฆาตกรโรคจิตอัจฉริยะ ที่เรียกตัวเองว่า Jigsawเป็นคนคิดเกมมรณะทั้งหมดขึ้นมา เพื่อให้เป็นโจทย์ในการทดสอบกับสภาวะอารมณ์ต่างๆ ของเหยื่อที่ถูกบังคับให้เล่มเกมเหล่านั้น

ภาคที่สามนี้เป็นภาคที่พิเศษ เพราะ Jigsaw มีลูกศิษย์มาสืบทอด และตัวเองก็ป่วยอย่างแรง เลยต้องไปพาหมอสาวมาผ่าตัดสมอง หมอสาวที่พามาก็ถูกเล่นเกม พันไปพันมา ยุ่งเหยิงไปหมด เรื่องราวเป็นเรื่องที่ถูกออกแบบมาให้ยุ่งแล้วก็เดาไม่ได้เลย

ถ้าถามก็ต้องบอกว่าชอบภาคหนึ่งมากที่สุด รองลงมาคือภาคที่สอง แล้วสุดท้ายก็คือ ภาคนี้ห่วยที่สุด เพราะมีหลายๆ อย่างไม่ค่อยถูกตรรกะเท่าไหร่

เอาเป็นว่า งั้นๆ มากๆ ให้ 5 เต็ม 10 พอดูฆ่าเวลาได้

Wednesday, February 07, 2007

The Guardian (2006)


อาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของรัฐในสหรัฐอเมริกา จะมีอยู่หลายๆ ระดับ และมีการแบ่งชั้นวรรณะกันชัดเจน ส่วนใหญ่ที่จะรู้ๆ เห็นๆ กันก็คือ จะเริ่มจากตำรวจท้องถิ่น มาถึงตำรวจในเมืองใหญ่ มาเป็นตำรวจของรัฐบาลกลาง แล้วหลังจากนี้คือ ทหาร

ทหารก็จะเริ่มจาก national guard แล้วก็ไปเป็นทหารธรรมดา หลังจากนั้นก็จะเป็น Special Force เช่น Navy Seal หรือ Delta Force พวกนั้นคือ ความสามารถระดับสูงสุดหรือที่เรียกกันว่า “elite”

มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของพีระมิดระบบอันนี้ และไม่ค่อยได้รับการยกย่อง มากเหมือนกลุ่มอื่นคือกลุ่มที่เรียกกันว่า Coastguard หรือ หน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่ง อาจจะเป็นเพราะบุคคลกลุ่มนี้ มีหน้าที่คือ คอยดูว่าจะมีใครมาล่วงล้ำหรือลักลอบเข้าเมือง หรือขนของเถื่อน ยาเสพติดทางทะเลหรือไม่ ซึ่งก็มักจะเป็นหน้าที่ๆ เวลาเจอศัตรู ก็จะเจอกับศัตรูระดํบเล้กๆ กระจอกๆ อาจจะเป็นเรีอขนของเถื่อนเล็กๆ หรือเรือที่ขนแรงงานเถื่อนมา เพราะถ้าเป็นระดับกองทัพเรือมา ก็ต้องให้ทหารเรือออกลุยอยู่แล้ว อีกอย่างคือ ใครจะบ้าเอากองทัพเรือไปบุกสหรัฐอเมริกา

แต่มีภารกิจที่น่าสนใจของ Coastguard ประการหนึ่งที่ต้องอาศัยความกล้าหาญและการเสี่ยงภัยอย่างมหาศาล นั่นก็คือ การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ซึ่งปกติคือการเอา เฮลิคอปเตอร์เข้าไปช่วย แต่ในหลายๆ กรณีคือจะต้องมีการว่ายน้ำ เข้าไปช่วย โดยนักว่ายน้ำเหล่านี้จะต้องโดดออกจากเฮลิคอปเตอร์ ว่ายน้ำไปหาผู้ที่ลอยคออยู่กลางทะเล เพื่อให้กำลังใจ ให้ข้อมูล และช่วยชีวิต

การที่คนสักคนจะเสี่ยงชีวิตโดดลงไปในทะเลที่บ้าคลั่ง แล้วว่ายน้ำไปช่วยเหลือคนที่ตัวเองไม่รู้จัก เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝนร่างกาย ความเด็กขาด และจิตใจที่กล้าหาญเป็นอย่างมาก นั่นคือสิ่งที่ผู้สร้างภาพยนต์เรื่องนี้ต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็น และคำว่า The Guardian หรือผู้ปกป้องคุ้มครองนั้น เป็นคำที่ผู้ปกป้องเหมือนเป็นผู้ที่มีพลัง เข้ามาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก

เรื่องราวเป็นเรื่องของโรงเรียนฝึกนักว่ายน้ำช่วยชีวิตเหล่านี้ โดย Kevin Coaster นั้นเหมือนกับเป็น ตำนาน ของวงการนักว่ายน้ำช่วยชีวิต ที่ผิดหวังมาจากการทำงาน ต้องเสียเพื่อนรักไปในการปฎิบัติหน้าที่ เลยโดนย้ายมาเป็นครูที่โรงเรียนฝึกหัดนักว่ายน้ำช่วยชีวิต และ Ashton Kutchner เป็น นักว่ายน้ำอัจฉริยะที่ กร่างมาก เข้ามาเป็นนักเรียน เป็นเรื่องของคนสองคนที่มีอดีตอันเจ็บปวด ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการเรียนตรงนี้ เพื่อรักษาความเจ็บปวดดังกล่าว เรื่องราว และการฝึกอันหนักหน่วง จะทำเห็นแผลในอดีตของทั้งสองคน ค่อยๆ กลับคืนมา ก่อนที่จะถูกรักษาให้หายไป และในที่สุดก็จะมีข้อสรุปในสถาณการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคนพร้อมๆ กัน ซึ่งทั้งสองก็เคยประสบมาแล้วในอดีต การตัดสินใจในการแก้ปัญหาในตอนสุดท้าเพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดอันนั้นต้องกลับมาอีก

เป็นหนังที่ ถ้าเด็กได้ดู อาจจะเป็นแรงบัลดาลใจให้อยากไปทำอาชีพนี้ เพราะเป็นอาชีพที่ได้ช่วยชีวิตคน เป็นการวางภาพใหม่ให้กับกลุ่ม Coastguard ว่ามีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่ได้แพ้ กลุ่มทหารที่ไปรบแต่อย่างใด

เป็นหนังช้าๆ เน้นอารมณ์และความรู้สึกของนักแสดง และชีวิตของCoastguard

หนังมีคุณภาพ ดูแล้วจะเห็นว่าเป็น Kevin Coaster มากๆ Speed คล้ายๆ กับ dances with Wolves

ให้ 9 / 10

Krrish (2006)


เวลาดูหนังอินเดียหรือวงการที่เราเรียกว่า Bollywood นั้นเป็น อาณาจักรภาพยนต์อีกโลกหนึ่ง ที่ไม่เหมือนกับ เพราะว่ามีลักษณะของตัวเอง มีตลาดของตัวเอง (เป็นหลักพันล้านคน) เพราะฉะนั้นไม่จำเป็้นต้องไปทำตามกระแสหลักของโลกตะวันตกเลย ถึงแม้ว่าเทคนิคการถ่ายทำ จะเป็นเทคนิคแบบตะวันตกมาก ทั้ง CGI ทั้ง Speed ทุกรูปแบบ แต่เนื้อหา และการนำเสนอก็ไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับหลัง India แบบคลาสสิค ก็คือ เรื่องราวตื้นๆ นางเอกสวย เวลาจีบกันก็ร้องเพลงเต้นไปเต้นมา วิ่งไปทั่วภูเขา แต่ในเรื่องนี้จะมีวิ่งไปมาใน Singapore ด้วย

เป็นเรื่องราวของ ซูเปอร์ฮีโร่ ชื่อ Krisshna ซึ่งเป็นเด็กอัจฉริยะ มีร่างกายแข็งแรง เหนือมนุษย์ แต่ยายเก็บเอาไปเลี้ยงในภูเขา ให้ห่างไกลคน แต่ในที่สุดก็ได้เจอนางเองที่ไปเที่ยวพักแรม (วิ่งจีบกันบนภูเขา) เลยตัดสินใจลงจากเขา ไปหานางเอกที่ สิงคโปร์ เลยได้เจอเรื่องราวต่างๆ ไปช่วยเหลือคน ต้องใส่หน้ากากเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แบบแขก

หนังยาวมากๆ แต่ก็ดูเพลินๆ ประมาร 1/3 ของเรื่องเป็นการร้องเพลง เต้นไปเต้นมาของนางเอกกะพระเอก ต้องยอมรับว่า เทคนิค คอมพิวเตอร์ และ CGI ตั้งใจทำดี ก็คือเป็น หนังแนวคลาสสิคของแขก แต่สวมเสื้อแพง ด้วยเงินProduction ฟอร์มยักษ์

ให้ 6 เต็ม 10 ho้

Jean Philipe (2006)


เวลาได้ดูหนังเซอร์ๆ แบบที่มีความหมายดีๆ บางทีก็เหมือนทำให้จิตวิญญาณของเราได้ สูดหายใจแห่งความสดชื่นเข้าไปบ้าง เพราะทุกวันนี้ภาพยนต์ที่ผลิตออกมาจะเป็นจริงเป็นจริงมาก หนักมาก แม้กระทั่งหนังวัยรุ่นก็มีองค์ประกอบของความเป็นจริงมากจนบางครั้งคนลืมไปแล้วที่จะ “ฝัน” ทั้งๆที่จริงๆ แล้วคนทำหนังก็คือคนขายฝัน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ฝันที่ออกมามันเป็นจริง เป็นจังขึ้นทุกวัน

ภาพยนต์ฝรั่งเศสเรื่องนี้เป็นเรื่องของ มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง (Fabrice Luchini) ที่มีภรรยาที่น่ารัก มีลูกสาวที่เป็นวัยรุ่นแรงๆ หน่อย เป็นคนธรรมดาๆ พื้นๆ แต่เป็นแฟนพันธ์แท้ของนักร้องเพลงร๊อคอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส ชื่อ Johny Holliday ชนิดที่ว่าจำได้ทุกเพลง จำได้ทุกโน๊ต จำประวัติได้ทุกแง่ทุกมุมของชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งก็ตื่นขึ้นมาพบว่า นักร้องคนที่เขาหลงไหลนั้นเป็นคนที่ไม่มีตัวตน ไม่เคยมีใครรู้จัก ของสะสมทั้งหมดของเขาเกี่ยวกับนักร้องคนนี้กลายเป็น collection ของกระป๋องเบียร์นานาชาติ ที่ภรรยาเขาเองก็ยืนยันว่าเขาเป็นคนบ้าสะสมกระป๋องเบียร์ สรุปแล้วก็มีเขาคนเดียวในโลกที่รู้จักนักร้องคนนี้ แต่ในที่สุด วันหนึ่งเมื่อเขาไปพาลูกไปส่งที่โรงโบว์ลิ่ง แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ เขาก็ได้พบกับ Johny Holliday แต่ไม่ได้เป็นนักร้องเพลงร๊อค หากแต่เป็นเจ้าของโรงโบว์ลิ่ง เรื่องราวทั้งหมดก็จะเป็นการที่นายคนนี้จะต้องหาวิธีให้เจ้าของโรงโบว์ลิ่งกลับไปเป็นนักร้องเพลงร๊อคของประเทศแบบที่เขาใฝ่ฝันให้ได้

เป็นหนังที่ดูสนุกและเพลงเพราะมากๆ เพราะมีการนำเพลงร๊อคมาร้อง มาซ้อมหลายๆ ครั้ง

คนที่แสดงเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นนักแสดงชั้นยอด โดยเฉพาะฉากที่นั่งสอนให้เจ้าของโรงโบวลิ่งเล่นกีตาร์เพลงร๊อค (เป็นแฟนเพลง แต่ต้องมานั่งสอนศิลปินร้องเพลงของศิลปินเอง) เป็นฉากที่ ประทับใจมากจนคนดูบางคนน้ำตาไหล เหมือนกับว่าเป็น Moment ที่แฟนเพลงเผ้ารอมานานแสนนานที่จะได้เห็นศิลปินในดวงใจ มาร้องเพลงให้ฟังต่อหน้าเพียงคนเดียว

เป็นหนังที่ดูเพลิน และไม่ต้องไปคิดถึงความเป็นจริงมาก ภาพยนต์เรื่องนี้จะทำให้คุณยิ้ม

ให้ 9 เต็ม 10