Thursday, June 06, 2013

Yingluck and her dangerous game

It is time for evelope pushing everyone?
What is the most talented things that this family have performed since they have entered Thai Political Arena? The answer is the "deception". 

They are the master at creating new sensational agenda to draw people attention in order to hide what they actually dealing in the dark.

This trick is start to get obvious. And people start to see it. We are at the point of people asking the question when they see the news, "This is jusy smoke screen, What exactly they are doing?"

Sunday, January 14, 2007

เพลง Rock กับ แรงบันดาลใจ

ตอบกระทู้ รสนิยมสถาปนิกใน ASA

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2006

ตามคำขอนะครับ คุณ Justin

ก็อย่างที่ว่าละครับ ผมโตมาก็ พอดีได้เห็น Rise of Modern Rock พอดี ทั้งๆ ที่จริงๆแล้ว Grunge มันเกิดที่ Seattle ตั้งนานแล้ว แต่มันมาถึงเมืองไทยตอนผมเข้าไปอยู่ ม ปลาย ซึ่งก็จะเป็นการฟังที่เท่าๆ กันกับ Metalica หรือ Guns & Roses ตอนนั้นวง Grunge ที่ดังมากเข้ามาคือ Nirvana แล้วตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ CD เป็นของหรูหรามาก กว่าจะเก็บเงินซื้อได้แต่ละแผ่น แพงมาก ก็ต้องหาซื้อเทปแทน แถมยังเป็นเทปผีอีก

พอเข้ามหาวิทยาลัย ปี 2537 - Trend ที่มาแรงคือ พวก Modern Rock ของฝั่งอังกฤษ (จริงๆ วงเขาก็เกิดมานานแล้ว แต่เราเพิ่งมารู้จัก) พวก Manic Street Preacher, Shed Seven, Blur อะไรพวกนี้ แต่เพลงพวกนี้ ก็ต่างกันมาก ความดังก็ต่างกัน เนื้อหาก็ต่างกัน อย่างเพลงของ MSP นี่ยังกะเพลงเพื่อชีวิตของคาราบาวเลย ถ้าดูเนื้อเพลง เนื้อหาประชดสังคม ด่านักธุรกิจ นักการเมือง บางวงอย่าง Blur ก็ Girls, Girls, Boys, Boys จบ ซึ่งพวก Modern Rock จาก UK นี่ต่างกับ Grunge หรือ American Punk อย่างสิ้นเชิง สาวๆ หลายๆ คนจะบอกว่า พวก UK สุภาพ น่ารักกว่า ก็คงจริง เพราะ Nirvana กับ Pearl Jam มันเถื่อนจะตาย

ต้องยอมรับว่าตอนนั้น Modern Rock มาแรงจน Rock ที่บอกว่า Never Die เป๋ไปเหมือนกัน เพราะพวกที่พยายามจะปลุกผี แบบ Warrant หรือ หลายๆ วงที่จะพยายาม Return ไม่ได้เกิดเลย ไม่สามารถ เทียบกับยุค 1980s ได้ แต่จนในที่สุดพอถึงปลาย 90 มันก็ เป็นการพิสูจน์ว่า Modern Rock ที่หลายๆ คนว่า For Real ที่มันถึงขนาดกรีดแขนกันนั้น ก็ค่อยๆ เบาๆ ลงไป หรือปรับรูปแบบไป แต่ Rock ที่ไม่เคยเปลี่ยน ก็ได้รับความสนใจจากผู้คนอีก เทพเจ้าแห่งวงการ อย่าง Rolling Stone หรือ Aerosmith ก็กลับมาอีกครั้ง ในเทคโนโลยีใหม่ๆ และแน่นอนว่า U2 ผู้ล้ำหน้ากาลเวลาตลอดกาล ก็เริ่มเข้าสู่ Techno Experiment อย่างเช่นตอนที่ทำเพลงให้หนังเรื่อง Mission Impossible เป็นต้น แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งจิตวิญญาณของเขา ในเรื่อง Rock โปรดสังเกตุได้ถึงความเทห์ของ Bono ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย

พอพูดถึงฝั่งตะวันตกแล้วก็ห้ามลืมฝั่ง Asia ชื่อวง X-Japan ที่ฟังไม่รู้เรื่อง ยกเว้นท่อนอังกฤษ แต่ก็เอามาบ้าเล่นกันได้ เ้็ป็นเรื่องเป็นราว ท่าน Yoshiki ท่าน Hide จนหนึ่งในนั้นฆ่าตัวตาย(รู้สึกว่านะ) ทุกวันนี้ พวกคนฟัง X-Japan ในญี่ปุ่น ก็มีลูกเรียนโรงเรียนประุถมกันแล้ว

ในส่วนตัวตอนนั้นที่ค้นพบ และตกหลุมรักอย่างรุนแรงกับเพลงของเขาคือ Prince ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถอย่างปิศาจ เล่นได้ทุกอย่าง ร้องได้ เต้นได้ แต่งเพลงเองหมด แต่ผมไม่ค่อย In กับงานใหม่ๆ ของเขา ผมชอบงานยุค 1980s ของเขามากกว่า และผมคิดว่า Prince นี่คือ King of Pop ที่แท้จริงสำหรับผม ไม่ใช่นาง Michael Jackson

ถ้าเป็นในเมืองใน ในยุคที่ผมเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยนั้น เป็น การเปิดประตูของค่ายเพลงที่เขย่าวงการเพลงไทยชื่อว่า Bakery Music และศิลปินกลุ่มแรกที่ออกมา เป็นวง Modern Rock ก็คือ Modern Dog ผมจำได้ว่าฟังไป อ่านหนังสือสอบ Entrance ไป เต้้นไป บุษบา กะลา ก่อน โอ้ย ฟังเป็นพันๆ รอบ จนEnt ติดก็ัยังฟังอยู่ ทุกวันนี้ เทปม้วนนั้นก็ยังอยู่ Classic ไปแล้ว เห็นบอกว่า ขายในตลาดม้วนละ 700 บาท แล้วก็มีวง Modern Rock ตามๆ มาเยอะ เช่น “ครับ” หรือว่า “พราว” (บางคนอาจจะบอกว่า พราว ไม่ใ่ช่ก็ได้) หรือ สี่เต่าเธอ และแน่นอน “โยคีเพลย์บอย” ซึ่งตอนนี้ก็ Soft ไปมากแล้ว

ก็ด้วยความที่ตัวเองก็เป็นนักดนตรี ก็เลยฟังมันหมดละครับ วงทั้งหมดที่พูดมานี่คือวงที่มี Tape มี CD ไว้ฟัง ทุกวันนี้ก็ยังฟังอยู่

และทั้งหมดคือวง Rock ที่เป็นความหลังครั้งเมื่อเป็นมหาวิทยาลัย วันหลังจะเล่าเรื่อง Pop บ้างละกัน

Thursday, March 23, 2006

V for Vendetta




ไอ้เราพอฟังจากเพื่อนๆ ทีทำงานว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากการ์ตูน ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะดูจากตัวอย่างหนังแล้วไอ้ Super Hero ตัวนี้มันช่างดูตลกสิ้นดี ไหนจะมีหน้ากากยิ้มฉีกถึงแก้ม หมวกฉีกๆ แบบสมัยสามทหารเสือ (แต่ก็ดูพิกลพิการ) แล้วไหนจะมีอาวุธคือมีด ซึ่งดู ไม่ค่อยจะมีพิษสงอะไรเลย สรุปคือ มันไม่ได้เทห์เลยแม้แต่น้อย

แต่ ก็เป็นอีกครั้งที่คิดผิดถนัด ต้องบอกไว้เลยว่าถ้าไม่ได้ดูจะเสียดายมาก

เปิดมาตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไร เป็นยุค 1500 something แล้วบอกว่า “Remember the Fifth of November” เป็นวันที่ นายหนวดสวยคนหนึ่ง พยายามจะเอาดินปืนไประเบิด Parliament แล้วไม่สำเร็จ แล้วก็โดนแขวนคอ แต่หน้า ของพี่หนวดคนนั้นเหมือนจะเป็น Inspiration สำหรับ นายV ต่อมา แล้วพอตัดมายุคปัจจุบัน ดูเหมือนเป็นยุคที่ อังกฤษ ตกอยู่ในระบบเผด็จการ มี Curfew มีการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ น้องนาตาลี พอร์ตแมนก็ เดินออกมา จะไปไหนไม่รู้ แต่ว่าโดนพวก สมาชิกพรรค กางเขนแดง จับ แล้วพยายามจะข่มขืนแล้ว Mr. “V” ก็เดินออกมา ช่วยไว้ ตอนแรกก็นึกว่า เวร เจอหนังห่วยแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย แถมพูดเป็น British อีกต่างหาก ภาษาหรูหรามาก แล้วพอ นายV พาน้อง นาตาลีขึ้นไป ดูระเบิดตึก เราก็เริ่มสนใจแล้ว พออีกวัน นายV ก็ทำการยึด สถานีโทรทํศน์แห่งชาติ แล้วก็ถ่ายทอดคำพูดของตัวเอง บอกให้สังคมเลิกกลัว แล้วก็บอกว่า พวกทีวี สื่อของรัฐบาลโกหกหมด หลังจานั้นก็มี ฉาก Action แรงมาก เลือดอาบ คือ ฆ่าตำรวจด้วยมีด รวด 8 คน (ไอ้เรานึกว่าหนัง PG แต่จริงๆ เป็น R) ซึ่งน้อง นาตาลีที่ทำงานอยู่ในสถานีโทรทัศน์ก็ช่วยให้หนีได้ แล้วหลังจากนั้นก็ เป็น Violence ตลอด เป็นการล้างแค้นของ V ต่อทางการ แล้ว ปริศนาของเรื่องก็จะเผยออกมาเรื่อยๆ พร้อมกับฉาก Action ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้องชมคนแต่ง Plot ว่าทำให้ ตัวร้ายแต่ละคนดู ชั่วดีจริงๆ ทั้งเป็นพวก Pedophile (ชอบร่วมเพศกับเด็กเล็ก) คือมีความสามารถทำให้คนดูเกลียดไอ้พวกนี้มาก แล้วพอมันตายก็จะรู้สึกสะใจ สมน้ำหน้า

ที่สำคัญที่สุดคือประโยคที่ว่า “People shouldn’t be afraid of their government, but the government should be afraid of their people” ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมาจากการที่ยุคสมัยเป็นระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยคนที่ชั่วช้า เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา สิ่งที่คนต้องการคืออิสรภาพ และความเป็นธรรม พอได้เห็นไอ้ตัวร้ายคือ Chancellor (น่าจะเอามาจากเยอรมัน ซึ่งแผลงไปเป็นลัทธิ Fascist ของฮิตเลอร์ และไอ้ตัวนี้ก็มาจากการเลือกตั้งโดยได้คะแนนเสียงถล่มทลาย จากความกลัวสงครามชีวภาพของประชาชน) ตอนจะตาย ร้องไห้เป็นลูกหมาตกน้ำ หมดสภาพความเหี้ยมโหดอำมหิตที่มีหมด โดนยิงตายอย่างหมาเลย เป็นสิ่งที่เห็น สมดุลย์ของสังคมพอดีว่า เสียงของประชาชนเป็นเสียงที่ดังที่สุด ไม่มีใครปิดปากได้

การถ่ายทำ ยอดเยี่ยม สนุกและมี Screenplay ที่ดี ฉาก Action การโดด การ move สวยมาก แต่ก็ไม่ได้ โดดเด่นหรือมีลายมือที่ชัดเจน เพราะความส่วนใหญ่ของผู้คนคงจะไปอยู่กับความน่าติดตามของเนื้อเรื่องมากกว่า แต่ความสวยของ ฉาก Action มันไม่น่าแปลกใจเพราะเป็นฝีมือของ Wachowski Brothers ผู้กำกับและเขียน Script “The Matrix” นั่นเอง สรุปแล้ว ประทับใจมากๆ เกินกว่าที่คาดไว้มากๆ Acting ของ Hugo Weaving มันไม่ต้องห่วงแล้ว (เขาคือ Mr.Smith ใน The Matrix) น้อง Natalie ก็เล่นเก่งมาก (เหมือนบทจะอยูที่เธอเป็นหลักเลย) ถ้าเทียบกับ Cartoon ที่เขียนในยุค 1980 แล้ว การจับมาทำใหม่ก็ทำได้ดี คือเปลี่ยนจากสงครามนิวเคลียร์เป็น Bio ซะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่แต่งเรื่อง ซึ่งได้แก่ Alan Moore (http://en.wikipedia.org/wiki/Alan_Moore) เป็นคนที่เก่งจริงๆ ที่สร้าง Character ตัวนี้ (ที่ต้องระบุอีกครั้งว่าไม่ได้มีความเทห์เลย) ขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่หน้ากากก็ห่วย แต่งตัวก็เชย และอาวุธ ก็ไม่ได้เรื่อง แต่ปรัชญาที่ใส่ในเชิงของสิทธิมนุษยชนไว้นั้น เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก ดังนั้นขออนุญาติให้ 10 เต็ม 10 à ต้องไปดู

Thursday, March 16, 2006

The Freaky Square (2007) - 20th Century Fox














ภาพยนต์ ประวัติชีวิต พันตำรวจโท ดร ทักษิณ ชินวัตร - น่าจะเป็นหนังตลก black comedy ที่ทำเงินมหาศาลทั่วโลก เกี่ยวกับคนลวงโลกที่ไม่ได้เก่งอะไรเลย ไต่เต้าจากการเป็นตำรวจ โดยการจีบลูกเจ้านายใหญ่ให้ก้าวหน้าในการงาน เวลาจะไต่ระดับยศก็ไปหิ้วกระเป๋าตามนักการเมือง เวลาได้ทุนไปเรียนก็ไปหาทางเรียนโดยให้เพื่อนเรียนให้ ให้เพื่อนทำ Thesis ให้จนจบปริญญาเอก หลอกอาจารย์ได้ หลอกคนทั้งประเทศได้นึกว่าเก่ง พอกลับมาก็ขอธุรกิจผูกขาด มาประจบทหารเผด็จการ ได้สัมปทานดาวเทียมโทรศัพท์มา หลอกคนทั้งประเทศได้หมด จนได้รับการเลือกตั้ง ให้เป็นนายกรัฐมนตรีและก็ทำการ โกง ปล้นชาติ และพาชาติไปจนถึงหายนะ ในที่สุด จนถูกคนออกมาเดินขบวน ก็หน้าด้านหน้าทน จ้างคนมาให้ดอกไม้ จ้างผูงชนมาเชียร์ตัวเอง มีการเล่นไสยศาสตร์แก้เคล็ดด้วยวิธีต่างๆ จนในที่สุดก็หนีความจริงไปไม่พ้น ก็ต้องหนีออกนอกประเทศโดยผ่านชายแดนเขมรจนถึงประเทศอังกฤษ และต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตในสถาบัน Redford จนกลายเป็นตลกระดับโลก ว่าประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนบ้า มาได้ถึงห้าปีเต็ม ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

ภาพยนต์เป็นภาพยนต์ที่ดูสนุก มีสีสันตลอดเรื่อง เรื่องราวอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ คอรัปชั่นที่ซับซ้อน จึงอาจจะดูยากเล็กน้อย แต่จะพอหายเครียดเป็นระยะๆ เมื่อมีมุขเกี่ยวกับหมอผี หมอดู และเรื่องเมียน้อย เข้ามาปน จะได้เห็นได้ถึงความสติแตก ของตัวนายกคนนี้ที่เป็นคนมีบุคลิกแบบ Split Personality โดย นาย ทักสัน ชินนาวิด ดาราใหม่ของวงการ ตีบทได้แตกสนิทมาก คือคนที่เป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีตัวจริงมากก่อนถึงกับเอ่ยปากชม และอาจจะเสนอเข้าชิงรางวัล พระสุรัสวีต่อไป ส่วนหนังอาจจะเข้าชิง Oscar สาขาภาพยนต์ ตลกต่างประเทศ

โดยรวมๆ เรื่องการถ่ายทำ ไม่ค่อยดี เพราะเป็นหนังทุนต่ำ ไม่มีการตัดต่ออะไรมาก อาจจะเป็นเพราะผู้สร้างไม่ค่อยมีทุน แต่เรื่องที่ต้องชมเชยมีสองเรื่อง หนึ่งคือการทำ Screen Play เกี่ยวกับจินตนาการของตัว นายกทักษิณเอง ที่บางทีก็ หลุดไปเป็น กระเทย หรือ อยากจะเป็น ตัวร้ายในเรื่อง Lord of the Ring อยากจะเป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ อยากเป็นฮีโร่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสับสนในตัวเองอย่างรุนแรงของผุ้นำประเทศคนนี้ เรื่องที่สองคือเรื่อง Script ต้องยอมรับว่ายอดมาก และมุมกล้องที่ดิบนั้นก็เป็นการแสดงถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวของตัวนายกรัฐมนตรีคนนี้ที่ต้องหลอกทุกคนอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเอง ฉากที่ประทับใจที่สุดคงเป็นฉากที่ นายทักสัน ที่เล่นเป็นนายก นั่งหลั่งน้ำตาในรถตู้ ที่มาหาเสียงในการเลือกต้งที่ในที่สุดถูกยกเลิก เป็นการหลั่งน้ำตาด้วยความรู้สึกหลายๆ อย่างทั้งทุเรศตัวเอง ทั้งโกรธคนทั้งแผ่นดิน ทั้งหมดทางออก น้ำหูน้ำตา น้ำลายไหล ตบกระจก ตบเบาะ เป็นคนบ้าอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้คนขับรถที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนเดียว ต้องค่อยๆ ปลอบ และพอดีขึ้นก็เดินออกจากรถ ไปยิ้มต่อ และหาเสียงต่อ เป็นฉากที่จะต้องให้รางวัลตุ๊กตาทองกับ นายทักสัน ชินนาวิด จริงๆ

โดยรวมๆ แล้ว ดูสนุก ไม่น่าเบื่อ ถึงแม้ว่าจะนานไปหน่อย จะต้องขอตินิดก็คือ ตัวละครสำคัญ เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นผู้นำการต่อต้านในครั้งนั้น (นำแสดงโดยนาย ธิสน ล้มทองกิน เป็นนักแสดงหน้าใหม่เหมือนกัน) มีบทน้อยไปหน่อย แต่จะโทษผู้กำกับก็คงลำบาก เพราะหนังก็ตั้ง สามชั่วโมงเข้าไปแล้ว แต่ก็ต้องของชมว่า เวลาที่นาย ธิสน พูดคำว่า “ท๊ากกกกกสิน” นี่ทำเอาคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ ประท้วงอหิงสา คราวนั้น ขนลุกไปเลย เล่นได้ดีมาก คือถ้านาย ทักสัน จะได้เสนอชื่อเข้าชิงสาขานักแสดงนำ นายธิสน ก็ควรจะได้ เสนอชื่อสาขานักแสดงประกอบ

โดยรวม ให้ 9 เต็มสิบ เพราะ อย่างว่าล่ะ เห็นบทที่เป็นของคุณสนธิ น้อยไปหน่อย … ลำเอียงนะนี่